ประวัติของกรุงเทพ

ชื่อของเมืองแห่งนี้ คือ กรุงเทพ ซึ่งหมายความว่า เมืองแห่งเทวดา ซึ่งเป็นการตั้งชื่อตามความคิดเกี่ยวกับเมืองนี้ในแง่ จิตวิญญาณ กายภาพ และ สัญลักษณ์ เมื่อคุณได้เข้ามาในเมืองนี้เป็นครั้งแรกคุณจะพบว่ากรุงเทพเป็นมหานครที่มีความเจริญก้าวหน้า เต็มไปด้วยตึกระฟ้า คอนโด โรงแรม ร้านค้า และศูนย์การค้ามากมาย นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่น่าดึงดูดใจเกี่ยวกับกรุงเทพ

เมืองนี้เป็นเมืองหลวงที่มีเอกลักษณ์ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ถึงแม้ว่ากรุงเทพจะเป็นเมืองที่กำลังพัฒนา ที่ผู้คนในกรุงเทพไม่เคยลืมประเพณีเก่าแก่ของตน ซึ่งทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่น่าประทับใจ ท่ามกลางวัดต่างๆ ถึง 400 แห่ง คุณจะพบกับความงดงามที่มาจากแรงบัลดาลใจ และคุณจะได้เห็นความสำเร็จทางศิลปะอีกด้วย

กรุงเทพฯเริ่มมีชีวิตด้วยจุดกำเนิดอันเรียบง่ายกับการเป็นศูนย์กลางการค้าและท่าเรือเล็กๆที่เป็นส่วนหนึ่งของสยาม (ประเทศไทยในปัจจุบัน) ปี พ.ศ.2310 กรุงศรีอยุธยาซึ่งเป็นเมืองหลวงแห่งสยามประเทศถูกยึดครองโดยพม่า ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการย้ายเมืองหลวงของอาณาจักรเป็นกรุงธนบุรี อย่างไรก็ตาม เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกแห่งกรุงเทพฯ (ภายหลังคือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1) ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ พระองค์ได้ตระหนักว่าตำแหน่งที่ตั้งของกรุงธนบุรีง่ายต่อการยกทัพรุกรานของพม่า ดังนั้นเมืองหลวงแห่งสยามประเทศจึงย้ายอีกครั้งในปี พ.ศ.2325 สู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา – สู่กรุงเทพมหานคร

อยุธยาถูกทำลายในช่วงถูกยึดครอง แต่เป็นการทำให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้มีเหตุจูงใจในภายหลังที่พม่าถูกขับไล่ออกไปแล้ว พระองค์มุ่งมั่นว่าจะสร้างบ้านเมืองที่เจริญรุ่งเรืองเทียบเทียมกับกรุงศรีอยุธยา เพื่อที่จะสร้างความมั่นใจของพสกนิกรของพระองค์ให้กลับคืนมา และแน่นอนพระองค์ทำได้ ทำให้เมล็ดพันธุ์สำหรับกรุงเทพฯยุคใหม่ได้รับการหว่านลงดินลงเรียบร้อย

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯให้เริ่มต้นสร้างสิ่งก่อสร้างทั้งหลาย เน้นไปที่พระราชวังและวัดทางพุทธศาสนา การสร้างพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) อันเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตอันวิจิตรตรึงตาเป็นโครงการต้นๆควบคู่ไปกับการสร้างคูน้ำรอบเมืองกับกำแพงเมือง ในสมัยนั้น กรุงเทพฯกำลังก้าวไปเป็นเมืองเวนิสแห่งตะวันออกอย่างแท้จริง ด้วยจำนวนแม่น้ำลำคลองกับการสัญจรทางน้ำที่มีล้นหลามและประชาชนมากมายอาศัยอยู่บนผืนน้ำ วิถีชีวิตเหล่านี้ดำรงต่อมาจนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 คือพระปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีที่ยังคงครองราชย์ประเทศไทยอยู่จนทุกวันนี้ (ถึงแม้ว่าจะมิได้ปกครองประเทศแล้วก็ตาม) และรัชสมัยของพระองค์ก็มีผลกระทบต่อการพัฒนากรุงเทพฯอย่างใหญ่หลวง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 รัชทายาทของพระองค์ ก็ทรงดำเนินการพัฒนาปรับปรุงพระนครให้ทันสมัยเพิ่มขึ้น แต่ในทางที่เปลี่ยนไปจากการสัญจรทางน้ำแบบเดิมไปเป็นการสร้างระบบถนนหนทางและรางรถไฟ ซึ่งก็คือภาพที่คุ้นเคยของกรุงเทพฯในสายตานักท่องเที่ยวทุกวันนี้

กรุงเทพฯเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 19 และ 20 ตัวเมืองขยายเขตกว้างไปจนกระทั่งข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตอนกลางประวัติศาสตร์ยุคใหม่ กรุงเทพฯต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกญี่ปุ่นเข้าครอบครองระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ในขณะที่คริสต์ทศวรรษที่ 1950 เป็นช่วงที่ต้องจารึกไว้ว่าการเมืองไทยถูกรุมเร้าไปกับการปฏิวัติและตามด้วยสงครามเวียดนามมาติดๆ อีกสิบปีต่อมาเป็นช่วงที่ประชาชนดิ้นรนเพื่อประชาธิปไตยซึ่งเป็นการเปลี่ยนการปกครองระหว่างทหารกับประชาชน

คริสต์ทศวรรษที่ 1980 และ ต้น 1990 เศรษฐกิจเฟื่องฟูเข้ามาเติมสีสันให้กับกรุงเทพฯ จะเห็นได้ว่าบริษัทข้ามชาติต่างพากันเลือกที่จะตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคในพระนครแห่งนี้ เป็นที่น่าสลดใจว่าเหตุการณ์เหล่านั้นต้องจบลงไปพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในปี พ.ศ. 2540 แต่กรุงเทพฯได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อยจากวิกฤตเศรษฐกิจในตอนนั้น สถานการณ์ไม่สงบทางการเมืองตามมาในคริสต์ทศวรรษที่ 2000 แต่นักท่องเที่ยวทุกวันนี้ก็ยังคงหนาแน่นอยู่เช่นเดิม

กรุงเทพฯ ซึ่งเรียกย่อสั้นๆจากชื่อเต็มแบบเป็นทางการหมายถึง นครแห่งทวยเทพ หากแต่ชื่อของกรุงเทพฯในอดีตที่เรียกกันว่า บางกอก และยังคงเป็นชื่อเรียกกรุงเทพฯในภาษาอังกฤษนั้นไม่ค่อยมีปรากฏเรื่องราวว่าท่านได้แต่ใดมา ทฤษฎีหนึ่งเล่าขานกันว่ามาจาก บางมะกอก ซึ่งครั้งหนึ่งกรุงเทพฯน่าจะเคยมีดงมะกอกเต็มไปหมด ลองมองไปตามเส้นขอบฟ้ามหานครนำสมัยของกรุงเทพฯแห่งนี้แล้ว ยากที่จะจินตนาการภาพเหล่านั้นจริงๆ

Social Media